การเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้งเพราะเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิในอันที่จะมอบความไว้วางใจให้ผู้ที่ตนเองเลือกเข้าไปใช้อำนาจแทนตนในการทำหน้าที่ที่จะสะท้อนปัญหาถึงกับรัฐบาลให้บริหารจัดการประเทศตรงกับความต้องการของประชาชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21(1) ให้ความสำคัญถึงสิทธิและการเลือกตั้งไว้ว่า ” เจตจำนงของประชาชนย่อมเป็นมูลฐานแห่งอำนาจรัฐบาลของผู้ปกครอง เจตจำนงดังกล่าวต้องแสดงออกโดยการเลือกตั้งอันสุจริต ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามกำหนดเวลา ด้วยการลงคะแนนเสียงอย่างทั่วถึง โดยถือหลักคนละหนึ่งเสียงเท่านั้น โดยกระทำเป็นการลับด้วยวิธีต่างๆ เพื่อที่จะประกันให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นไปโดยเสรี ” ความสำคัญของการเลือกตั้ง ๑.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนได้ไปมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนใช้ตัวแทนของตนที่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นไปทำหน้าที่แทนตนในรัฐสภาและในคณะรัฐบาล ๒.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีการที่ใช้เปลี่ยนอำนาจการปกครองที่ทันสมัยและเป็นไปอย่างสันติ ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ในสมัยโบราณที่ใช้กำลังใช้อาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อแก่งแย่งอำนาจทางการปกครอง ซึ่งอาจจะเห็นได้จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ๓.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศหรือแก้ไขปัญหาต่างๆไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้ก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินใจว่าสมควรจะเลือกใครเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป 4.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดการผูกขาดอำนาจ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มอื่นที่ได้รับเลือกตั้งได้เข้ามาใช้อำนาจในการบริหารประเทศ ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเปลี่ยนตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปลี่ยนเมื่อไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล การปกครองในระบอบประชาธิปไตยการเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะขาดได้เพราะการเลือกตั้งหมายถึงการที่ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนเองลงคะแนนเลือกตัวแทนตนให้ไปทำหน้าที่แทนตนในการปกครองประเทศหรือปกครองท้องถิ่น การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นการเลือกตั้งโดยสะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มรการให้อามิสสินจ้างหรือบังคับขู่เข็ญผู้มีสิทธิเลือกตั้งและยังต้อง เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอิสระในการใช้สิทธิของตนเอง จากที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่สามารถเป็นเครื่องมือในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปจัดการบริหารอำนาจการปกครองอันจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสังคมโดยรวมต่อไป

road map การเลือกตั้งในประเทศไทยเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๕๖๐ เมื่อพระราชพิธีสิ้นสุดลงนั่นหมายถึงนับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งฯอย่างเป็นทางการ ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือโรดแมพที่รับธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามนั้น ที่นี่เราจะมาดูโรดแมพการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ใดหน่วยงานใดจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นไปตามกฎหมายรับธรรมนูญ หลังจากนี้เมื่อรับธรรมนูญได้มีผลบังคับใช้แล้วก็จะมีการดำเนินการดังนี้ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธานจะต้องดำเนินการออกกฎหมายตราร่าง พ.ร.บ ประกอบรับธรรมนูญจำนวน ๑๐ ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การออก พ.ร.บ.ทั้ง 10 ฉบับนี้มีกรอบระยะเวลาสูงสุดที่จะต้องดำเนินการออก พ.ร.บ.ทั้ง10ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน ๘ เดือน หรือ ๒๔๐ วัน โดยนับจากวันที่ประกาศใช้รับธรรมนูญหากใช้เวลาดำเนินการเต็มตามกำหนดดังกล่าวในการผ่าน พ.ร.บ.ที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะไปเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ หลังจากนั้นจะต้องส่งต่อไปยัง สนช.หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน ๖๐ วันหรือ ๒ เดือน หากมีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่วมกันโดยจะใช้เวลาอีกไม่เกิน ๓๐ วันเท่ากับว่าในขั้นตอนนี้จะเสร็จสิ้นในราวเดือน ม.ค-ก.พ.๖๑ และเมื่อพิจาณาออก พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้วก็จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าทฯถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายในระยะเวลา 3 เดือนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อจากนี้ …