Aricle

การเลือกตั้งในประเทศอื่นๆเป็นแบบไหนอย่างไร

การเลือกตั้งในประเทศเยอรมนี
ระบบการเมืองของประเทศเยอรมัน
1. มีการเลือกตั้งสหพันธ์ทุกๆ 4 ปี ให้ทำการจัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 46 – 48 เดือน หลังการประชุมบุนเดชตัก หรือสามารถจัดการเลือกตั้งก่อนได้ ในกรณีมีเรื่องพิเศษทางรัฐธรรมนูญ
ผู้ที่มีสัญชาติเยอรมันอายุเกิน 18 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีอย่างน้อย 3 เดือนมีสิทธิเลือกตั้ง สภานิติบัญญัติสหพันธ์ในประเทศเยอรมนีมีรัฐสภา 1 สภา ได้แก่ บุนเดชตัก ส่วนบุนเดซรัท จะเป็นตัวแทนของภูมิภาคไม่ถือว่าเป็นสภาเนื่องจากสมาชิกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกนี้ใช้ระบบสัดส่วนสมาชิกผสม คือ ผู้ออกเสียงลงคะแนนมี 2 คะแนนเสียง คะแนนแรก ให้ใช้เลือกสมาชิกบุนเดชตักในเขตเลือกตั้งของตัวเอง คะแนนเสียงที่ 2 ออกเสียงให้แก่พรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนเสียงต่ำสุด ที่นั่งทั้งหมดโดยกำหนดในการจัดสรรในสัดส่วนตามคะแนนเสียงที่ 2 แปลว่า พรรคการเมืองที่ชนะในเขตในรัฐ 1 มากกว่าผู้มีสิทธิตามจำนวนของคะแนนเสียงพรรคการเมืองอันได้ในรัฐนั้นซึ่งคอยเก็บที่นั่งส่วนเกินเหล่านั้นไว้
การเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา
การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้น มีขั้นตอนค่อนข้างละเอียด แต่ข้อสำคัญแน่ๆ คือ คนที่มาจากทุกอาชีพ และเป็นอาชีพอันสุจริตล้วนมีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดีกันทั้งสิ้น
คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดี
ต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป มีสัญชาติอเมริกันตั้งแต่เกิด ต้องอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาไม่ต่ำกว่า 14 ปี ไม่เคยเป็นประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัย และอื่นๆอีกมากมาย
การหยั่งเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา มี 3 วิธี ได้แก่
1) primary เป็นการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น
2) caucus มีการจัดประชุมย่อยของสมาชิกพรรคในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น เพื่อร่วมกันเสนอความคิดเห็น
3) state-covention เป็นการจัดประชุมใหญ่ในระดับมลรัฐ เพื่อร่วมกันคัดเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดให้ไปเป็นตัวแทนพรรคไปแข่งกับคนจากพรรคอื่นสืบต่อไป
จากวิธีดังกล่าว จะทำให้ได้ผู้แทนหรือ delegates มาจำนวนหนึ่ง เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกต่อไป พอหลังจากจบการประชุมใหญ่ของพรรคเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เหลือตัวแทนพรรคเพียงแค่ 1 คน ถ้าคนนี้สามารถเข้าไปเลือกผู้แข่งขันได้ในครั้งแรกของการประชุมพรรค หรือ first ballot victory
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ดังที่ได้กำหนดให้ วันอังคารหรือหลังวันจันทร์แรกในเดือนพฤศจิกายน เป็นวันลงคะแนนเสียงสำหรับประชาชนผู้ที่ได้ลงทะเบียนเอาไว้แล้วในเขตเลือกตั้งของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เป็นวันลงคะแนนเสียง ซึ่งคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ , มีสัญชาติอเมริกัน , มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ เป็นต้น

พรรคการเมืองในพม่ามีกี่พรรคอะไรบ้าง

การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศพม่า จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน จำนวน 323 ที่นั่ง จาก 440 ที่นั่ง จำนวน 110 ที่นั่งที่เหลือ เป็นโควตาพิเศษอันได้รับจาก ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ ส่วนอีก 7 ที่นั่ง จะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะคณะกรรมการหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัย
2. สมาชิกวุฒิสภา มีการเลือกตั้ง 168 ที่นั่ง จากทั้งหมด 224 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 12 คนจากแต่ละเขต อีก 56 ที่นั่ง เป็นโควตาจากผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ
3. สภาระดับภาคและรัฐ จะมีการเลือกตัวแทนจำนวน 637 คนเข้าไปนั่งในสภาระดับภาคและรัฐฯ
ในศึกการเลือกตั้งสมาชิกสภาในพม่าในปี พ.ศ. 2558 มีพรรคการเมืองมากถึง 93 พรรค แต่สุดท้าย ก็มีเพียงแค่ 2 พรรคการเมืองใหญ่เท่านั้น ที่ได้มาประชันหน้ากันในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง โดยเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน เจอกับ พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย โดยมีคนดังอย่างนาง ออง ซาน ซูจี นำทัพ
พรรคการเมืองในพม่าซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมีจำนวน 11 พรรค ดังนี้
– พรรคชินก้าวหน้า
ก่อตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2010
– พรรคประชาชนกะเหรี่ยง
ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2010
– พรรคประชาธิปไตย
เป็นพรรคประชาธิปไตย ซึ่งก่อตั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์การก่อการกำเริบ 8888 ในประเทศพม่า โดยก่อตั้งในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1988 แต่ต่อมาถูกรัฐบาลทหารสั่งแบน ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1992
– พรรคพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ
เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย ของ นางออง ซาน ซูจี ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2553 เพราะมาจากการไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ของพรรคดังกล่าว เพราะประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง จนทำให้พรรคถูกยุบ
– พรรคสหรัฐว้า
เป็นหน่วยแห่งกองทัพสหรัฐว้า ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2532 เป็นกลุ่มสมาชิกของสภาแห่งชาติว้า ซึ่งไม่เป็นคอมมิวนิสต์ รวมทั้งเคยเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ามาก่อน
– พรรคสหสามัคคี
ก่อตั้งโดยพลเอกเตง เส่ง ผู้บริหารพรรค เป็นอดีตนายทหารหลายนาย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลทหารแต่ต่อมาก็ได้ลาออกจากตำแหน่งกลายมาเป็นพลเรือน จนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค
– พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย
มีสมาชิกเป็นทั้งชาวไทใหญ่ กับชนกลุ่มน้อย มีบทบาทในการเคลื่อนไหวภายในพม่าเป็นหลัก
– พรรคแห่งชาติกะยัน
มีสมาชิกประมาณ 200 – 700 คน ( พ.ศ. 2544 ) อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ
– พรรคแห่งชาติฉิ่น
ตั้งมาเพื่อเป็นตัวแทนของชาวฉิ่น
– พรรคเอกภาพแห่งชาติ
ก่อตั้งโดย นายพลเน วิน ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์การก่อการกำเริบ 8888 อันส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นายพลเน วิน ต้องออกจากตำแหน่ง และได้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเอกภาพแห่งชาติ
– สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย
ตั้งมาเพื่อต่อต้านสภาฟื้นฟูระเบียบและกฎหมายแห่งรัฐ ซึ่งเข้ายึดอำนาจในการปกครองในนามของคณะทหาร ผู้ก่อตั้งพรรคได้แก่นาง อองซาน ซูจี , อ่องจี , ติ่นจู

อุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

 

ต้องยอมรับว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะเน้นในเรื่องของการมีสิทธิเสรีภาพของผู้คนที่อาศัยในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก ทำให้ทุกคนต่างก็มีสิทธิ์มีเสียงในการนำเสนอสิ่งต่างๆ หากมองว่าเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ได้มากมาย อย่างไรก็ตามแม้ทุกคนจะมีสิทธิ์ในการออกเสียงแต่สุดท้ายมันก็จะต้องหยุดอยู่ที่ว่าเสียงข้างมากเป็นอย่างไรอยู่ดี ถึงกระนั้นประเทศไทยของเราก็ยังคงมีอุปสรรคมากมายในการการพัฒนาประชาธิปไตย

อุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

  1. ขาดความรู้ความเข้าใจในการเป็นประชาธิปไตย – พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือคนไทยมักจะยังคงนิยมการเลือกตังแบบตัวบุคคลมากกว่าเรื่องของนโยบายซึ่งเอาเข้าจริงสิ่งเหล่านี้ยังถือว่าเป็นการไม่รู้จักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รวมไปถึงการเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลักมากกว่าการนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม เรื่องของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ถือว่าเป็นข้อห้ามสำคัญของประชาธิปไตยแต่เรายังคงเห็นได้ในประเทศไทย รวมไปถึงการใช้อิทธิพลเพื่อคดโกงการเลือกตั้งให้พรรคพวกของตนเองเป็นผู้ชนะเพื่อหาผลประโยชน์ต่อไป
  2. ผู้สมัครรับเลือกตั้งขาดคุณสมบัติที่เหมาสม – แค่การใช้อิทธิพลของตนเองในพื้นที่การเลือกตั้งที่ตนเองลงสมัครรับเลือกตั้งเอาไว้แต่นี้ก็ถือว่าเป็นการขาดคุณสมบัติที่ดีของผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว เพราะการลงสมัครรับเลือกตั้งที่ถูกควรใช้ประชาชนเลือกจากความสามารถไม่ใช่การใช้อิทธิพลหรือการมีชื่อเสียงของตนเอง แล้วคิดดูว่าเมื่อเลือกคนที่มีอิทธิพลแต่ไม่มีความสามารถเข้าไปมันก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนา
  3. ระบบการเลือกตั้งขาดความรอบคอบ รัดกุม – ทั้งการปล่อยให้นักธุรกิจที่แฝงตัวในคราบนักการเมืองเข้าไปมีสิทธิ์มีเสียงในภายในรัฐสภาด้วยการซื้อเสียง การติดสินบน หรืออื่นๆ เมื่อคนพวกนี้เข้าไปแล้วก็จะคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนที่ควรได้โดยไม่ได้มีการคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตรงจุดนี้ต้องยอมรับว่าระบบการเลือกตั้งไทยยังไม่รัดกุมมากพอจึงปล่อยคนเหล่านี้ให้เข้าไปได้
  4. มีพรรคการเมืองเยอะเกินไป – เมื่อมีพรรคเล็กเยอะเกินไปก็เป็นโอกาสที่นายทุนจากพรรคใหญ่จะซื้อเสียงกับพรรคเล็กๆ ที่มีฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ให้เข้ามาเป็นสมาชิกของตนเอง ซึ่งเมื่อพรรคเยอะเกินไประบบการบริหารประเทศก็จะวุ่นวายตามไปด้วยจากจำนวนคนที่มากเกิน
  5. รัฐบาลมีความอ่อนแอและการทุจริต – เป็นปัญหาหลักอีกข้อที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่มีการพัฒนา เมื่อรัฐบาลอ่อนแอ มีการทุจริต ก็เกิดการประท้วง ขับไล่ ประเทศชาติก็ไม่เกิดการพัฒนาไปข้างหน้าแถมยังมีปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจอีกต่างหาก

ปัญหาอะไรที่พบในการเลือกตั้งบ้าง

ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการจะมีผู้นำประเทศขึ้นมาได้ต้องเกิดจากความเห็นของประชาชนทั้งประเทศโดยนับเอาเสียงส่วนใหญ่ยึดถือเป็นสำคัญ นั่นก็หมายความว่าระบบการเมืองของไทยโดยพื้นฐานแล้วจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อหานายกรัฐมนตรีขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศ อย่างไรก็ตามจะว่าไปแล้วการเลือกตั้งของไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็มักมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมายจนทำให้เสถียรภาพทางการเมืองของไทยไม่สามารถพัฒนาไปไกลได้อย่างที่ควรจะเป็น เอาแค่ว่าปัญหาที่สามารถพบได้ในการเลือกตั้งก็มีมากมายเต็มไปหมดแล้ว

ปัญหาที่มักพบเจอในการเลือกตั้ง

  1. การซื้อสิทธิ์ขายเสียง – เป็นปัญหาระดับชาติที่เราได้ยินกันจนชินชา แต่ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งทุกครั้งจะต้องเจอกับคำพูดเหล่านี้ทว่ากลับยังคงมีปัญหาเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็คือการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองมีการสมนาคุณแลกเปลี่ยนกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นการให้เงิน การให้สินบน หรือการให้สิ่งอื่นๆ ที่มีมูลค่าโดยมีข้อแม้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นจะต้องเลือกพรรคของตน ถือว่านี่เป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่รู้ว่าจะสามารถแก้ไขได้เมื่อไหร่เหมือนกัน
  2. การสวมสิทธิ์เลือกตั้ง – ปกติแล้วเวลาเกิดการเลือกตั้งในบ้านเราแน่นอนว่าคนที่เข้าไปเลือกตั้งยังไงก็ไม่มีทางครบ 100% เต็ม โดยเฉพาะคนที่ทำมาหากินต่างบ้านต่างเมืองไม่สามารถเดินทางไปเลือกตั้งในวันเลือกตั้งได้เพราะทะเบียนบ้านอยู่คนละที่กับที่พักอาศัยในปัจจุบัน ยิ่งคนไหนไม่เคยมีรายชื่อในการเข้าไปเลือกตั้งเลยโอกาสการโดนสวมสิทธิ์การเลือกตั้งย่อมมีสูง การสวมสิทธิ์ก็คือการใช้เปลี่ยนแปลงเอกสารให้เป็นชื่อของคนๆ นั้นแล้วเข้าไปเลือกตั้งแทน
  3. การนับคะแนน – ปัญหาการนับคะแนนในบางครั้งก็ยังถือว่าเป็นปัญหาของการเลือกตั้งเช่นกัน ส่วนหนึ่งก็มาจากหากคูหาเลือกตั้งไหนหรือการเลือกตั้งครั้งไหนต้องขนหีบเลือกตั้งไปรวมกันเพื่อนับคะแนนตามที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต ทุกอย่างมันอาจมีลูกเล่นที่ทำให้คะแนนเปลี่ยนไปได้นั่นเอง ส่งผลให้การเลือกตั้งหลายครั้งในทุกวันนี้จะนับคะแนนกันที่คูหาเลือกตั้งเลย

ปัญหา 3 ข้อที่ว่านี้ถือเป็นปัญหาที่เราสามารถพบได้แทบจะทุกครั้งในการเลือกตั้งไม่รวมปัญหายิบย่อยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้บ้าง เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง, การสร้างความวุ่นวายระหว่างการเลือกตั้ง และอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยเองก็ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งเสมอมาแม้มีระบอบประชาธิปไตยนานแล้วก็ตาม

คุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีและห้ามมีอะไรบ้าง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ ในหมวด ๔หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา ๕๐ บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๗) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสําคัญ       นั่นหมายถึงปวงชนชาวไทยมีหน้าที่ที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

อย่างไรก็ตามปวงชนชาวไทยที่มีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามไม่มีสิทธิเลือกตั้ง เราก็ต้องมาดูที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

ดังนั้นเมื่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๕๖๐ ยังไม่ประกาศบังคับใช้จึงยังทำให้ไม่อาจทราบได้ว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรับธรรมนูญที่จะกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำหนดไว้อย่างไร บทความนี้จึงนำเอาข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักษณะต้องห้าม ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดไว้ซึ่งยังมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมี พ.ร.บ.การเลือกตั้งฉบับใหม่ออกมาประกาศบังคับใช้

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งหลายระดับตั้งแต่  การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร,การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด,การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล,การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยามาจนถึงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่เป็นพื้นที่เล็กที่สุดคือการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล การเลือกตั้งเหล่านี้ รวมไปถึงการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ดังนี้

  1. มีสัญชาติไทย หรือแปลงสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า  5  ปี
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในปีที่มีการเลือกตั้ง(กำลังมีการแก้ไขเปลี่ยนเป็น มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง)
  3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง กรณีที่ย้ายทะเบียนบ้านจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปยังอีกเขตเลือกตั้งภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันแต่ย้ายไปเขตใหม่ยังไม่ถึง 1  ปี บุคคลนั้นสามารถกลับไปใช้สิทธิที่เขตเลือกตั้งเดิมได้

ส่วนข้อห้ามหรือคุณลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกฎหมายได้กำหนดดังนี้

  1. วิกลจริต หรือมีจิตฟั่นเฟือน
  2. เป็นพระภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช  บวชชี
  3. ต้องคุมขังอยู่โดยหมายศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  4. อยู่ระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักาณะต้องห้ามที่เราควรรู้

การเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้งเพราะเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิในอันที่จะมอบความไว้วางใจให้ผู้ที่ตนเองเลือกเข้าไปใช้อำนาจแทนตนในการทำหน้าที่ที่จะสะท้อนปัญหาถึงกับรัฐบาลให้บริหารจัดการประเทศตรงกับความต้องการของประชาชน

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21(1) ให้ความสำคัญถึงสิทธิและการเลือกตั้งไว้ว่า

” เจตจำนงของประชาชนย่อมเป็นมูลฐานแห่งอำนาจรัฐบาลของผู้ปกครอง เจตจำนงดังกล่าวต้องแสดงออกโดยการเลือกตั้งอันสุจริต ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามกำหนดเวลา ด้วยการลงคะแนนเสียงอย่างทั่วถึง โดยถือหลักคนละหนึ่งเสียงเท่านั้น โดยกระทำเป็นการลับด้วยวิธีต่างๆ เพื่อที่จะประกันให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นไปโดยเสรี ”

ความสำคัญของการเลือกตั้ง

๑.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนได้ไปมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนใช้ตัวแทนของตนที่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นไปทำหน้าที่แทนตนในรัฐสภาและในคณะรัฐบาล

๒.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีการที่ใช้เปลี่ยนอำนาจการปกครองที่ทันสมัยและเป็นไปอย่างสันติ ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ในสมัยโบราณที่ใช้กำลังใช้อาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อแก่งแย่งอำนาจทางการปกครอง ซึ่งอาจจะเห็นได้จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์

๓.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศหรือแก้ไขปัญหาต่างๆไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้ก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินใจว่าสมควรจะเลือกใครเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป

4.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดการผูกขาดอำนาจ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มอื่นที่ได้รับเลือกตั้งได้เข้ามาใช้อำนาจในการบริหารประเทศ ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเปลี่ยนตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปลี่ยนเมื่อไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยการเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะขาดได้เพราะการเลือกตั้งหมายถึงการที่ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนเองลงคะแนนเลือกตัวแทนตนให้ไปทำหน้าที่แทนตนในการปกครองประเทศหรือปกครองท้องถิ่น การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นการเลือกตั้งโดยสะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มรการให้อามิสสินจ้างหรือบังคับขู่เข็ญผู้มีสิทธิเลือกตั้งและยังต้อง เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอิสระในการใช้สิทธิของตนเอง

จากที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่สามารถเป็นเครื่องมือในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปจัดการบริหารอำนาจการปกครองอันจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสังคมโดยรวมต่อไป

road map การเลือกตั้งในประเทศไทยเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๕๖๐ เมื่อพระราชพิธีสิ้นสุดลงนั่นหมายถึงนับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งฯอย่างเป็นทางการ

ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือโรดแมพที่รับธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามนั้น

ที่นี่เราจะมาดูโรดแมพการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ใดหน่วยงานใดจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นไปตามกฎหมายรับธรรมนูญ หลังจากนี้เมื่อรับธรรมนูญได้มีผลบังคับใช้แล้วก็จะมีการดำเนินการดังนี้

คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธานจะต้องดำเนินการออกกฎหมายตราร่าง พ.ร.บ ประกอบรับธรรมนูญจำนวน ๑๐ ฉบับ ได้แก่

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

การออก พ.ร.บ.ทั้ง 10 ฉบับนี้มีกรอบระยะเวลาสูงสุดที่จะต้องดำเนินการออก พ.ร.บ.ทั้ง10ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน ๘ เดือน หรือ ๒๔๐ วัน โดยนับจากวันที่ประกาศใช้รับธรรมนูญหากใช้เวลาดำเนินการเต็มตามกำหนดดังกล่าวในการผ่าน พ.ร.บ.ที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะไปเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ หลังจากนั้นจะต้องส่งต่อไปยัง สนช.หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน ๖๐ วันหรือ ๒ เดือน หากมีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่วมกันโดยจะใช้เวลาอีกไม่เกิน ๓๐ วันเท่ากับว่าในขั้นตอนนี้จะเสร็จสิ้นในราวเดือน ม.ค-ก.พ.๖๑ และเมื่อพิจาณาออก พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้วก็จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าทฯถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายในระยะเวลา 3 เดือนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อจากนี้

ดังนั้นจึงทำให้ทราบได้ว่าการเลือกตั้งของไทยจะมีขึ้นในราวช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ๒๕๖๑รวมระยะเวลาทั้งหมด 19 เดือน หรือ 1 ปี 7 เดือน ซึ่งก็เป็นไปตามโรดแมพการเลือกตั้งของประเทศไทยตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่อย่างไรตามแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีการบังคับใช้แล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังคงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ เพราะมาตรา 265 ยังให้ คสช. อยู่ต่อ มีอำนาจออกคำสั่ง ม.44 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ได้ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น และนี่ก็คือ โรดแมพการเลือกตั้งของไทยที่เราคนไทยควรรู้

เพราะเหตุใดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สหรัฐที่ผ่านมาจึงไม่เป็นที่ยอมรับกัน

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่สุดในโลก มีตำประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ปีและดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระหรือ ๘ ปี ปัจจุบันมี นายดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ( Donald John Trump) ปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีคนที่ ๔๕ ของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายหาเสียงที่เรียกว่า America Frist. หรือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน มีการนำเสนอนโยบายที่สุดขั้วที่แตกต่างไปจากนางฮิลลารี่คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตที่มีประสบการณ์ทางมากมายเมืองเหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด  นโยบาย America Frist ที่สุดขั้ว ของทรัมป์เป็นที่กล่าวขานและหวาดวิตกเป็นอย่างมากหากนายทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแล้วนำนโยบายที่เขาหาเสียงไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมเกรงว่าจะเกิดความโกลาหนวุ่นวายในประเทศตนเองและประชาคมโลกด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครคาดคิดว่านายทรัมป์จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

แต่แล้วนายทรัมป์ก็ทำให้คนทั้งโลกต้องตะลึงเมื่อสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ ๔๕ ได้สำเร็จ ยังไม่ทันที่จะประกาศผลอย่างเป็นทางการออกมาเมื่อนางฮิลลารี่ ได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งนั่นเป็นสัญญานที่บอกให้รู้ว่านายทรัมป์เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่เมืองโอ๊กแลนด์ ผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งก่อเหตุทุบทำลายหน้าต่างสถานีข่าวของ ‘โอ๊กแลนด์ ทริบิวน์’, จุดไฟเผาถึงขยะและยางรถยนต์ ผู้ประท้วงยังเผาหุ่นจำลองของของนายทรัมป์อีกด้วย ในเวลา ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย  ประชาชนหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนพร้อมกับตะโกนว่าทรัมป์ ไม่ใช่ประธานาธิบดีการประท้วงได้ลุกลามขยายตัวไปยังรัฐอื่นๆทั่วสหรัฐสถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นจราจลมีการเผาสถานที่ราชกาบุกปล้นร้านค้ารุนแรงขึ้นตามลำดับเกือบจะเป็นสงครามกลางเมืองจนต้องมีมีการพิจารณาใช้กฎอัยการศึกเพื่อยุติการประท้วงเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างความแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่ายขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สำนักข่าวหลายสำนักข่าววิเคราะห์แทบจะตรงกันว่า สาเหตุของการไม่ยอมรับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของนายทรัมป์ครั้งนี้เพราะทรัมป์มีนโยบายสร้างที่ความหวาดกลัว หวาดกลัวขึ้นในสังคม เหยียดเชื้อชาติ สีผิว ต่อต้านผู้นับถืออิสลาม

อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญคือสำคัญคือ นโยบายกวาดล้างและเนรเทศต่างด้าวที่ลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งว่ากันว่าจะมีต่างชาติได้รับผลกระทบจำนวนมากถึง 11 ล้านคน ชาวเม็กซิกันเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้มากที่สุด  อย่าลืมสหรัฐมีพรมแดนติดกับเม็กซิโกและในประเทศสหรัฐเองก็มีคนเชื้อสายเม็กซิกันอาศัยอยู่ทั้งถูกและผิดกฎหมายหลายล้านคน ทั้งหมดนี่จึงเป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่าทำไมผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้จึงไม่เป็นที่ยอมรับ